Kenya Tourism

กฎ 2 ใน 3 ในเคนยา: กลไกรัฐสภาเพื่อการให้สัตยาบันอนุสัญญาและการถ่วงดุลอำนาจ

, , ,

“กฎ 2 ใน 3” ในเคนยาคือหลักการตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การตัดสินใจสำคัญของรัฐสภาต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อยสองในสามของสมาชิกทั้งหมด หลักการนี้บังคับใช้กับการให้สัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตรา และการถอดถอนประธานาธิบดี เสียงข้างมากพิเศษนี้ทำหน้าที่เป็นกลไกถ่วงดุลไม่ให้ฝ่ายบริหารหรือพรรคการเมืองเดียวสามารถผูกมัดประเทศเข้ากับพันธกรณีถาวรได้โดยง่าย

บทความนี้เขียนขึ้นสำหรับนักกฎหมาย นักศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ที่ติดตามข่าวการเมืองระหว่างประเทศซึ่งต้องการเข้าใจกลไกรัฐสภาเคนยาอย่างลึกซึ้ง และแยกแยะกฎนี้ออกจากข้อกำหนดอื่นที่ใช้ตัวเลขคล้ายกัน เช่น “กฎหนึ่งในสามเรื่องเพศ” และ “กฎ 8 ปี” เมื่ออ่านจบ คุณจะเข้าใจขั้นตอนที่แท้จริงในรัฐสภา เห็นผลกระทบที่เป็นรูปธรรมต่อนโยบายสิ่งแวดล้อมทางทะเล และสามารถประเมินความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศของเคนยาได้ด้วยตนเอง

รากฐานตามรัฐธรรมนูญและขอบเขตการบังคับใช้

ข้อกำหนดเรื่องเสียงข้างมากพิเศษสองในสามฝังรากอยู่ในรัฐธรรมนูญเคนยา ค.ศ. 2010 มาตรา 120(2) ซึ่งระบุให้การออกเสียงลงคะแนนในเรื่องที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นการเฉพาะต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของสมาชิกทั้งหมดของสภา ข้อกำหนดนี้แตกต่างจาก เสียงข้างมากธรรมดา (simple majority) ซึ่งต้องการเพียงคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มาประชุมและลงคะแนนในวันนั้น การยกระดับเกณฑ์มาเป็นสองในสามสะท้อนเจตนารมณ์ที่ต้องการให้การตัดสินใจซึ่งมีผลผูกพันประเทศในระยะยาว โดยเฉพาะการโอนอธิปไตยบางส่วนหรือการยอมรับเขตอำนาจศาลระหว่างประเทศ ต้องตั้งอยู่บนฉันทามติที่กว้างขวางเกินกว่าพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลในขณะนั้น

ขอบเขตของกฎนี้ใช้เฉพาะเมื่อรัฐธรรมนูญระบุไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น ตัวอย่างสำคัญนอกเหนือจากการให้สัตยาบันสนธิสัญญาคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 255 และ การถอดถอนประธานาธิบดี ตามมาตรา 145

ขั้นตอนการให้สัตยาบันสนธิสัญญา: มากกว่าการลงนาม

กระบวนการเริ่มต้นเมื่อคณะรัฐมนตรีลงนามในสนธิสัญญาและเสนอเรื่องต่อรัฐสภา จากนั้นคณะกรรมาธิการเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบเนื้อหาของอนุสัญญาว่าสอดคล้องกับกฎหมายภายในหรือไม่ ในบางกรณีจะมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนที่คณะกรรมาธิการจะจัดทำรายงานเสนอต่อสภาแห่งชาติเพื่อลงมติ

การลงนามโดยฝ่ายบริหารเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้อนุสัญญามีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ หากมติในสภาไม่ได้รับคะแนนเสียงครบสองในสามของสมาชิกทั้งหมด อนุสัญญาฉบับนั้นจะไม่มีผลใช้บังคับ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือความพยายามในการเข้าร่วมอนุสัญญา MARPOL และ OPRC ซึ่งประสบความล่าช้าอย่างมากเพราะไม่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงตามเกณฑ์ที่กำหนดได้

อุปสรรคที่ถูกมองข้าม: ฐานการคำนวณคะแนนเสียง

กฎ 2 ใน 3 คำนวณจาก จำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภา ไม่ใช่จำนวนผู้มาประชุมในวันลงมติ ผลที่ตามมาคือ แม้ว่าสมาชิกจำนวนมากจะขาดประชุม จำนวนคะแนนขั้นต่ำที่ต้องได้ก็ไม่ลดลง สิ่งนี้สร้างปัญหาในทางปฏิบัติอย่างมาก โดยเฉพาะในสมัยประชุมที่องค์ประชุมเบาบางหรือมีสมาชิกจำนวนมากงดออกเสียง ซึ่งเท่ากับเป็นการลงคะแนนคัดค้านโดยปริยาย สถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจริงในการผลักดันอนุสัญญาด้านอุปกรณ์ควบคุมมลพิษทางทะเลหลายฉบับ เมื่อการประชุมร่วมกับคณะกรรมาธิการพลังงานต้องเลื่อนออกไปหลายสมัยประชุม เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะเนื้อหาของอนุสัญญามีข้อโต้แย้ง แต่เป็นเพราะรัฐบาลในขณะนั้นไม่สามารถควบคุมเสียงในสภาได้มากพอ

ผลกระทบต่ออนุสัญญาสิ่งแวดล้อมทางทะเลภายใต้กรอบสหประชาชาติ

ข้อกำหนดตามรัฐธรรมนูญนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับกรอบอนุสัญญาระหว่างประเทศที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายทะเลและสิ่งแวดล้อมทางทะเล อนุสัญญาหลักในกลุ่มนี้ประกอบด้วย UNCLOS (อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล), MARPOL (การป้องกันมลพิษจากเรือ), OPRC (การเตรียมพร้อมและขจัดมลพิษจากน้ำมัน), SOLAS (ความปลอดภัยของชีวิตในทะเล), STCW (มาตรฐานการฝึกอบรมคนประจำเรือ) และ CLC (ความรับผิดทางแพ่งสำหรับมลพิษน้ำมัน)

เคนยาเป็นรัฐชายฝั่งที่มีพรมแดนติดมหาสมุทรอินเดีย การเป็นภาคีอนุสัญญาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามบรรทัดฐานสากล แต่เป็นเรื่องของการปกป้องชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน การขาดอุปกรณ์ขจัดคราบน้ำมันตามมาตรฐาน OPRC หรือการไม่มีกฎหมายภายในที่สอดคล้องกับ MARPOL หมายความว่าเมื่อเกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล ประเทศจะไม่สามารถขอความช่วยเหลือข้ามพรมแดนจากรัฐภาคีอื่นได้อย่างเป็นระบบ และเจ้าของเรือที่ก่อมลพิษอาจไม่ต้องรับผิดตามมาตรฐานสากลภายใต้ CLC

เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน: เสียงข้างมากธรรมดากับกฎ 2 ใน 3

ความแตกต่างในกระบวนการให้สัตยาบันสนธิสัญญายิ่งเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบเคนยากับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก แทนซาเนียและยูกันดาใช้ระบบที่รัฐสภาสามารถให้ความเห็นชอบสนธิสัญญาสิ่งแวดล้อมด้วยมติเสียงข้างมากธรรมดา ตามรัฐธรรมนูญของตน ทำให้ฝ่ายบริหารสามารถผลักดันการภาคยานุวัติอนุสัญญาได้รวดเร็วกว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแทนซาเนียเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา OPRC และ MARPOL ได้ในเวลาไม่กี่ปีหลังการลงนาม ในขณะที่เคนยาใช้เวลานานกว่ามาก

เปรียบเทียบกระบวนการให้สัตยาบัน: เคนยา vs แทนซาเนียและยูกันดา
ประเด็น เคนยา แทนซาเนียและยูกันดา
เกณฑ์การลงมติ 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งหมด เสียงข้างมากธรรมดา
ความเร็วในการให้สัตยาบัน ช้า เร็ว
ความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย สูงมาก ปานกลาง
ความเสี่ยงต่อความล่าช้าจากการเมือง สูง ต่ำ

ข้อดีของกฎ 2 ใน 3 คือการสร้างความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยอย่างสูงสุด เพราะเป็นการยืนยันว่าการตัดสินใจผูกพันประเทศนั้นได้รับการสนับสนุนจากผู้แทนของประชาชนอย่างท่วมท้น อย่างไรก็ตาม ข้อเสียที่ต้องแลกมาคือ ความล่าช้าเรื้อรังในการปฏิบัติตามมาตรฐานสหประชาชาติ ซึ่งในหลายกรณี เนื้อหาของอนุสัญญาเป็นเรื่องทางเทคนิคและไม่มีข้อโต้แย้งทางการเมือง แต่กลับถูกพันธนาการด้วยเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ของระบบรัฐสภา

กฎหนึ่งในสามเรื่องเพศ: ตัวเลขเดียวกัน บริบทต่างกัน

กฎหนึ่งในสามเรื่องเพศ (the one-third gender rule) ระบุไว้ในมาตรา 27(8) และมาตรา 81 ของรัฐธรรมนูญเคนยา โดยกำหนดว่าในการเลือกตั้งและการแต่งตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติและสภาสูง จะต้องไม่มีเพศใดเพศหนึ่งดำรงตำแหน่งเกินกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมด กล่าวอีกนัยหนึ่งคืออย่างน้อยหนึ่งในสามของสมาชิกสภาต้องเป็นเพศที่แตกต่างออกไป

กฎ 2 ใน 3 สำหรับสนธิสัญญามุ่งถ่วงดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ และป้องกันการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จในการผูกพันประเทศตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ในขณะที่ กฎหนึ่งในสามมุ่งแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางเพศในพื้นที่ทางการเมือง โดยตรง กฎหนึ่งในสามเผชิญความท้าทายอย่างหนักในการนำไปปฏิบัติจริงถึงขนาดที่ศาลสูงเคยมีคำแนะนำให้ยุบสภาเพราะไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัตินี้ได้ ซึ่งเป็นลักษณะปัญหาที่แตกต่างจากกฎ 2 ใน 3 ในสนธิสัญญาที่ศาลจะไม่เข้าไปแทรกแซงกระบวนการลงมติของรัฐสภาโดยตรง

กฎ 8 ปีในเคนยา: ข้อกำหนดที่มักถูกเข้าใจผิด

“กฎ 8 ปี” มักถูกยกขึ้นมาสับสนกับกฎตัวเลขอื่นๆ แต่ กฎนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการลงมติในรัฐสภาหรือสัดส่วนเพศ บริบทที่พบบ่อยที่สุดคือการขอสัญชาติเคนยาโดยการจดทะเบียน ซึ่งผู้สมัครต้องแสดงหลักฐานว่ามีถิ่นที่อยู่ต่อเนื่องในเคนยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 8 ปีก่อนยื่นคำขอ นี่เป็นข้อกำหนดด้านระยะเวลาในกฎหมายสัญชาติ

ในบางกรณีที่พบได้น้อยกว่านั้น กฎ 8 ปีอาจหมายถึงอายุความในการฟ้องร้องคดีบางประเภท หรือระยะเวลาครอบครองปรปักษ์ในกฎหมายที่ดิน แต่ไม่ว่าในบริบทใดก็ตาม ไม่มีความเชื่อมโยงกับกระบวนการให้สัตยาบันสนธิสัญญาหรือการคุ้มครองความหลากหลายทางเพศในองค์กรนิติบัญญัติ กฎเกณฑ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกันแต่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกฎตัวเลขเดียวกันก็มีอยู่ ตัวอย่างเช่น ปริมาณแอลกอฮอล์ที่นำเข้าสู่เคนยาได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ก็เป็นข้อกำหนดทางศุลกากรที่แยกต่างหากโดยสิ้นเชิง

แนวทางปฏิบัติจริงสำหรับผู้เกี่ยวข้อง

สำหรับผู้กำหนดนโยบายหรือผู้ที่ติดตามประเด็นสิ่งแวดล้อมทางทะเล สิ่งที่ปฏิบัติได้จริงคือ การสร้างฉันทามติข้ามพรรคการเมืองล่วงหน้าก่อนเสนออนุสัญญาเข้าสภา การเจรจาเบื้องหลังเพื่อการันตีคะแนนเสียง 2 ใน 3 จะช่วยลดความล่าช้าและการเลื่อนวาระการประชุมไม่รู้จบ หากไม่สามารถจัดการทางการเมืองภายในได้ การยื่นอนุสัญญาโดยหวังว่าจะผ่านด้วยคะแนนเสียงที่มีอยู่มักส่งผลให้เกิดความอับอายและต้องถอนญัตติในภายหลัง

สำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการเดินเรือที่ทำธุรกิจในน่านน้ำเคนยาหรือมีแผนจะขยายกิจการ ควรติดตามสถานะการภาคยานุวัติอนุสัญญาอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงแค่ดูว่ามีการลงนามโดยฝ่ายบริหารหรือไม่ จุดเปลี่ยนที่แท้จริงคือวันที่รัฐสภาลงมติด้วยคะแนน 2 ใน 3 เท่านั้น การวางแผนมาตรฐานอุปกรณ์ควบคุมมลพิษและความปลอดภัยของเรือให้สอดคล้องกับอนุสัญญาล่วงหน้าเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ชาญฉลาด แม้ว่าการให้สัตยาบันจะยังไม่สมบูรณ์ เพราะข้อกำหนดทางเทคนิคมีแนวโน้มที่จะถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานภายในโดยสมัครใจในที่สุด

Summary

กฎ 2 ใน 3 ในเคนยาเป็นหลักการรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้การตัดสินใจสำคัญของรัฐสภาต้องได้รับคะแนนเสียงอย่างน้อยสองในสามของสมาชิกทั้งหมด ใช้กับการให้สัตยาบันสนธิสัญญาระหว่างประเทศ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการถอดถอนประธานาธิบดี จุดสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือการคำนวณฐานคะแนนจากสมาชิกทั้งหมด ไม่ใช่ผู้มาประชุม กฎนี้แตกต่างจากกฎหนึ่งในสามเรื่องเพศซึ่งควบคุมสัดส่วนชายหญิงในสภา และกฎ 8 ปีซึ่งเป็นข้อกำหนดระยะเวลาพำนักในกฎหมายสัญชาติอย่างสิ้นเชิง สำหรับผู้เกี่ยวข้อง การสร้างฉันทามติข้ามพรรคล่วงหน้าและการติดตามวันที่รัฐสภาลงมติคือแนวทางปฏิบัติที่สำคัญที่สุด

Related Guides

FAQ

กฎ 2 ใน 3 ใช้กับการลงนามสนธิสัญญาทุกฉบับหรือไม่

ไม่ สนธิสัญญาที่ต้องผ่านมติ 2 ใน 3 คือสนธิสัญญาที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้โดยเฉพาะ เช่น สนธิสัญญาที่มีผลเป็นการโอนอธิปไตยบางส่วน การยอมรับเขตอำนาจศาลระหว่างประเทศ หรือการมีผลผูกพันทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ สนธิสัญญาทางเทคนิคหลายฉบับอาจใช้เพียงมติคณะรัฐมนตรีโดยไม่ต้องผ่านรัฐสภา

เหตุใดการให้สัตยาบันอนุสัญญาด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลจึงใช้เวลานาน

สาเหตุหลักไม่ใช่เพราะเนื้อหาเป็นที่ถกเถียง แต่เป็นเพราะสมการทางการเมืองในสภา ในระบบที่ไม่มีพรรคใดครองเสียงข้างมากเด็ดขาด การรวบรวมคะแนนเสียง 2 ใน 3 ต้องอาศัยการต่อรองข้ามพรรคและการประนีประนอมในประเด็นอื่นๆ ซึ่งมักไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเลย อนุสัญญาด้านเทคนิคจึงตกเป็นตัวประกันในเกมการเมืองที่ใหญ่กว่า

กฎ 8 ปีกับกฎ 2 ใน 3 แตกต่างกันอย่างไร

กฎ 8 ปีเป็นข้อกำหนดด้านระยะเวลาการพำนักอาศัยในกฎหมายสัญชาติเคนยา ไม่เกี่ยวข้องกับการลงมติในรัฐสภาแต่อย่างใด ผู้สมัครขอสัญชาติต้องมีถิ่นที่อยู่ต่อเนื่องอย่างน้อย 8 ปี ในขณะที่กฎ 2 ใน 3 เป็นเกณฑ์คะแนนเสียงสำหรับการตัดสินใจสำคัญของรัฐสภา

หากมติไม่ผ่าน 2 ใน 3 เคนยาจะไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านั้นเลยหรือ

ในทางปฏิบัติ หน่วยงานรัฐหลายแห่งมักนำมาตรฐานทางเทคนิคของอนุสัญญามาใช้โดยสมัครใจอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือผลผูกพันทางกฎหมายที่สามารถบังคับใช้กับเอกชนได้อย่างเต็มที่ และสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐภาคีอื่นๆ ตามกลไกของอนุสัญญา